2026-10-02
ทำไมการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือถึงได้ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละแพทย์? เหตุผลที่ความลึก ปริมาณ และระยะห่างมีความสำคัญ
สกินบูสเตอร์ตัวเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน แต่ทำไมผลลัพธ์ต่างกันตามแพทย์ผู้ฉีด? แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอธิบายความสำคัญของความลึก ปริมาณต่อจุด ระยะห่าง และเทคนิคเฉพาะบุคคล

สวัสดีค่ะ แพทย์หญิงคิม ดาจอง ผู้อำนวยการ Cordia Clinic ค่ะ
เวลาที่ให้คำปรึกษาเรื่องสกินบูสเตอร์ หมอมักจะได้ยินเรื่องราวแบบนี้อยู่บ่อยครั้งค่ะ
“ทั้งที่เป็นรีจูรันเหมือนกัน แต่ความรู้สึกต่างจากตอนที่เคยฉีดครั้งก่อนเลยค่ะ”
“ปริมาณ 2cc เท่ากัน แต่ดูเหมือนว่าแต่ละคลินิกจะมีเทคนิคการฉีดที่ไม่เหมือนกันเลย”
และที่ทำให้รู้สึกขอบคุณมากๆ คือระหว่างทำหัตถการ คนไข้ทักว่า
"นี่เป็นครั้งที่ฉีดสกินโบท็อกซ์แล้วเจ็บน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลยค่ะ"
ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ ค่ะ
เพราะถึงแม้จะใช้ตัวยาเดียวกัน ในปริมาณที่เท่ากัน แต่ตำแหน่ง ความลึก ปริมาณตัวยาต่อจุด และระยะห่างในการกระจายยา สามารถแตกต่างกันออกไปได้ทั้งหมด
โดยเฉพาะการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือ (Hand Injection) แพทย์ผู้ทำการรักษาจะต้องเป็นผู้ลงเข็มทีละจุดด้วยตัวเอง ดังนั้นปัจจัยตัวแปรเหล่านี้จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ผู้ทำหัตถการโดยตรง
ถ้าอย่างนั้น ทำไมผลลัพธ์ของการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือถึงแตกต่างกันไปตามแพทย์แต่ละท่าน?
วันนี้หมอจะมาอธิบายเนื้อหาเชิงการแพทย์ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดค่ะ
การฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือ ไม่ใช่แค่การ 'เอาเข็มจิ้มยาเข้าไป' ธรรมดาๆ
หากคิดแบบผิวเผิน การฉีดด้วยมืออาจดูเหมือนแค่
ดูดยาใส่ไซริงค์ → แล้วฉีดเข้าสู่ผิวหนัง
เพียงเท่านั้น
แต่ในขั้นตอนการรักษาจริง มีตัวแปรมากกว่าที่คิดไว้เยอะมากค่ะ
ตัวอย่างที่สำคัญ เช่น
① จะฉีดที่ตำแหน่งใด
② จะฉีดลงไปที่ระดับความลึกเท่าใด
③ จะปล่อยตัวยาในแต่ละจุดปริมาณเท่าใด
④ จะเว้นระยะห่างระหว่างจุดเท่าใด
⑤ จะวางองศาของเข็มเข้าสู่ผิวแบบไหน
⑥ จะดันตัวยาด้วยความเร็วหรือช้าเพียงใด
เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ แม้จะใช้ตัวยาชนิดเดียวกันขนาด 2cc แต่ลักษณะการกระจายตัวของยาใต้ผิวหนังจริงอาจแตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิงค่ะ
1. หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด 'ความลึกในการฉีด'
ระดับความลึกถือเป็นตัวแปรที่สำคัญมากในการฉีดสกินบูสเตอร์ค่ะ
ผิวหนังของเราไม่ใช่แค่เยื่อบางๆ ชั้นเดียว
ใต้ชั้นหนังกำพร้ายังมีชั้นหนังแท้ และลึกลงไปอีกคือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งความหนาของแต่ละชั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริเวณบนใบหน้า
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ไปอยู่ตรงชั้นผิวใด จะส่งผลให้ลักษณะผิวทันทีหลังฉีดและการกระจายตัวของผลิตภัณฑ์แตกต่างกันออกไป
ในเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับการฉีดเพื่อความงามก็มีการระบุมาอย่างยาวนานว่า ระดับความลึกที่ตัวยาเข้าไปอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และการฉีดผิดชั้นผิวอาจนำไปสู่อาการไม่พึงประสงค์จากการรักษาได้
เวลาที่หมอฉีดด้วยมือ หมอจึงไม่เพียงแค่กำหนดตัวเลขตายตัวว่า
“ต้องฉีดลึกกี่มิลลิเมตร”
แล้วนำไปใช้แบบเดียวกันทั่วทั้งใบหน้า แต่การประเมินสภาพผิวร่วมกับบริเวณที่ฉีดไปพร้อมๆ กันเป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะ
2. เหตุผลที่ใต้ตาและแก้มไม่สามารถฉีดด้วยวิธีเดียวกันได้
หากลองส่องกระจกดูใบหน้าอย่างละเอียด จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
สัมผัสของผิวรอบดวงตากับผิวบริเวณแก้มนั้นแตกต่างกันตั้งแต่แรกแล้ว
ในความเป็นจริง โครงสร้างทางกายวิภาคของใบหน้าแต่ละส่วนไม่เพียงแต่มีความหนาของผิวที่ไม่เท่ากัน แต่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง หลอดเลือด และกล้ามเนื้อก็มีความแตกต่างกันด้วย
ดังนั้น การรักษาบริเวณ
ใต้ตา
หน้าแก้ม
ข้างแก้ม
หน้าผาก
ขมับ
รอบแนวกราม
ด้วยรูปแบบเดียวกันเป๊ะทั้งหมด อาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมเสมอไป
โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบาง ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยก็อาจแสดงให้เห็นบนผิวชั้นนอกได้อย่างชัดเจน
ข้อดีประการหนึ่งของการฉีดด้วยมือ คือแพทย์สามารถปรับเปลี่ยนเทคนิคการฉีดให้เหมาะกับแต่ละส่วนได้ แม้จะอยู่บนใบหน้าเดียวกันก็ตาม
3. แม้จะใช้ 2cc เท่ากัน แต่ 'ปริมาณต่อหนึ่งจุด' อาจไม่เท่ากัน
จุดนี้เป็นเรื่องที่คนไข้มักไม่ค่อยทราบกันค่ะ
สมมติว่าเราใช้ปริมาณยา 2cc เท่ากัน
แพทย์อาจเลือกฉีดปริมาณยาต่อจุดค่อนข้างมาก และลดจำนวนจุดฉีดลง หรือ
อาจเลือกเดินยาปริมาณน้อยมากๆ ต่อจุด แล้วกระจายให้มีจำนวนจุดที่ถี่และมากขึ้นก็ได้
ปริมาณยารวมยังคงเป็น 2cc เท่าเดิม
แต่รูปแบบการกระจายตัวของยาใต้ผิวหนังจะไม่เหมือนกันค่ะ
โดยเฉพาะหากฉีดในชั้นตื้นด้วยปริมาณยาต่อจุดที่ค่อนข้างเยอะ ตุ่มนูน (Embossing) ที่เกิดขึ้นทันทีหลังฉีดก็อาจจะมีขนาดใหญ่ค่อนข้างชัด
ในทางกลับกัน หากแบ่งยาเป็นหยดเล็กๆ กระจายหลายๆ จุด ก็จะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของยาที่ละเอียดและสม่ำเสมอขึ้น
ถึงกระนั้น การฉีดให้ถี่ที่สุดก็ไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป
การกระจายยาให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และเป้าหมายในการรักษาต่างหากคือหัวใจสำคัญค่ะ
4. ระยะห่างระหว่างจุด คืออีกหนึ่งตัวแปรที่สร้างผลลัพธ์
เวลาเห็นรูปรีวิวการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือ หลายคนคงเคยเห็นตุ่มนูนเรียงกันเป็นแถวอย่างละเอียดบนใบหน้า
จนทำให้บางท่านถามหมอว่า
“ยิ่งจิ้มเข็มเยอะๆ แปลว่าหมอยิ่งเก่งใช่ไหมคะ?”
คำตอบคือ ไม่ใช่เสมอไปค่ะ
จำนวนครั้งในการลงเข็มที่มาก ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป
สิ่งสำคัญคือ เราต้องการกระจายผลิตภัณฑ์ครอบคลุมบริเวณใดและอย่างไรต่างหาก
ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างการเน้นฟื้นฟูผิวสัมผัสโดยรวม กับการเน้นลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ เฉพาะจุด รูปแบบการกระจายตัวยาก็ต้องคิดต่างกัน
ดังนั้น การฉีดด้วยมือจึงไม่ใช่แค่การฉีดตามตารางหมากรุกที่ขีดไว้ตายตัว แต่เปรียบเสมือนกระบวนการตัดสินใจและจัดสรรยาว่า ผิวในสภาพปัจจุบันตรงไหนต้องการยาเท่าใดในปริมาณเท่าไร
5. ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางกายภาพต่างกัน
จุดนี้ก็มีความสำคัญมากเช่นกันค่ะ
แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ‘สกินบูสเตอร์’ เหมือนกัน แต่องค์ประกอบของสารในผลิตภัณฑ์จริงมีความหลากหลายอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเช่น
Rejuran — สารกลุ่ม PN (polynucleotide)
Juvelook — สารกลุ่ม PDLLA + HA
Mul-gwang Injection — สารกลุ่ม HA
Skin Botox — การใช้สาร Botulinum Toxin ฉีดชั้นตื้น
Lituo, Levix, Juv-ArCell V — สารกลุ่มที่ใช้ ECM
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่สารตัวเดียวกันเลยค่ะ
ทั้งความหนืด ขนาดโมเลกุล และกลไกการออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อล้วนต่างกัน
จากงานวิจัยที่ทบทวนการทำ Mesotherapy ด้วยกรดไฮยาลูโรนิก (HA) พบว่ามีการใช้เทคนิคการฉีดที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น serial micropuncture, nappage, depot, micro-linear และอื่นๆ
นั่นหมายความว่า ไม่มีเทคนิคการฉีดเพียงแบบเดียวสำหรับสกินบูสเตอร์ทุกตัว
การเข้าใจคุณสมบัติและวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด แล้วเลือกใช้เทคนิคให้ตรงจุดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งค่ะ
6. องศาของเข็มและความนิ่งของมือส่งผลต่อผลลัพธ์
ในการฉีดด้วยมือ แพทย์จะเป็นผู้จับไซริงค์และเข็มโดยตรง
ดังนั้น องศาและระดับความลึกที่เข็มสัมผัสเข้าสู่ผิวจึงขึ้นอยู่กับการควบคุมของแพทย์
โดยเฉพาะเมื่อต้องการฉีดลงในชั้นผิวที่ตื้นมากๆ ความโค้งมนของใบหน้าและองศาของเข็มอาจทำให้ตำแหน่งจริงของปลายเข็ม (tip) คลาดเคลื่อนได้
เพราะใบหน้าของเราไม่ใช่กระดาษแผ่นเรียบๆ
แต่มีความโค้งมน เช่น บริเวณโหนกแก้มและแก้ม รวมถึงมีส่วนที่ผิวบอบบางมากอย่างรอบดวงตา
หมอจึงมองว่า ทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งในการฉีดด้วยมือ ไม่ใช่การทำท่าเดิมซ้ำๆ เหมือนหุ่นยนต์ แต่คือความสามารถในการควบคุมมือไปพร้อมกับการสังเกตและตอบสนองต่อสภาพผิวตรงหน้าค่ะ
7. ความเร็วในการเดินยาสัมพันธ์กับความรู้สึกเจ็บ
สิ่งที่คนไข้กังวลมากที่สุดเกี่ยวกับสกินบูสเตอร์ก็คือ 'ความเจ็บ' ค่ะ
ความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากการที่เข็มทิ่มแทงผิวหนังเพียงอย่างเดียว
แต่แรงดันและความรู้สึกตึงแน่นจากการที่ตัวยาไหลเข้าไปในเนื้อเยื่อก็มีผลต่อระดับความเจ็บด้วยเช่นกัน
ปัจจัยต่างๆ เช่น
คุณสมบัติความหนืดของยา
ปริมาณยาที่ฉีด
ความลึกในการฉีด
ความเร็วในการดันยา
ขนาดความหนาของเข็ม
บริเวณที่ทำหัตถการ
วิธีการระงับความรู้สึก (ยาชา)
ระดับความไวต่อความเจ็บของแต่ละบุคคล
ล้วนส่งผลร่วมกันทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ ในการฉีดด้วยมือ การสังเกตปฏิกิริยาของคนไข้ไปพร้อมๆ กับการปรับระดับความเร็วและปริมาณยา จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญมาก
สำหรับหมอ นอกเหนือจากผลลัพธ์ของการรักษาแล้ว การช่วยลดความเจ็บปวดให้อยู่ในระดับที่คนไข้ทนไหว ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำหัตถการเช่นกันค่ะ
ในงานวิจัยทางการแพทย์ มีการศึกษาเรื่อง 'วิธีการส่งผ่านตัวยา' เช่นกัน
การศึกษาถึงรูปแบบการส่งสกินบูสเตอร์เข้าสู่ผิวหนัง เป็นหัวข้อที่ได้รับการวิจัยทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องค่ะ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Cosmetic Dermatology ปี 2026 ได้ทำการศึกษาการส่งผ่านสกินบูสเตอร์ที่มีพื้นฐานจาก HA โดยแบ่งเป็น 3 วิธี ได้แก่
การฉีดด้วยมือแบบ Serial puncture,
การใช้เข็มทู่ (Blunt cannula),
การใช้เครื่องฉีดแบบหัวหลายเข็ม (Multiple-needle injector)
แม้ว่าจะเป็นการศึกษากลุ่มเล็กในอาสาสมัคร 15 คน แต่ผลลัพธ์พบว่าทั้งสามวิธีให้การปรับปรุงในด้านความยืดหยุ่น ความกระชับ และความชุ่มชื้นของผิวในระดับที่ใกล้เคียงกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของความเจ็บปวดค่ะ
คะแนนความเจ็บปวดเฉลี่ยพบว่า
การฉีดด้วยมือ (Serial puncture) อยู่ที่ 4.6
เครื่องฉีดมัลตินีดเดิล อยู่ที่ 4.5
เข็มทู่ (Cannula) อยู่ที่ 2.2
ซึ่งวิธีใช้เข็มทู่มีระดับความเจ็บที่ต่ำกว่า
ข้อความสำคัญจากงานวิจัยนี้ไม่ใช่
“การฉีดด้วยมือให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า”
แต่ชี้ให้เห็นว่า แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่วิธีการส่งผ่านตัวยาอาจทำให้ประสบการณ์ระหว่างทำหัตถการ เช่น ความเจ็บปวดหรือรอยช้ำ แตกต่างกันได้ ในขณะที่ประสิทธิภาพการรักษาอาจให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันในหลายๆ วิธี
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการศึกษาแบบ Case series ในกลุ่มตัวอย่างเพียง 15 คน จึงไม่สามารถนำมาสรุปครอบคลุมสกินบูสเตอร์ทุกชนิดได้ทั้งหมดค่ะ
การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการฉีดในกลุ่มสาร PN
ในกลุ่มสาร PN (polynucleotide) เช่น รีจูรัน ก็มีงานวิจัยที่น่าสนใจเช่นกันค่ะ
การศึกษาแบบ Split-face study ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Cosmetic Dermatology ปี 2025 ในกลุ่มตัวอย่างชาวเกาหลี 10 คน ได้เปรียบเทียบการฉีด PN ด้วยเข็มแบบดั้งเดิมที่ใบหน้าข้างหนึ่ง กับการใช้ระบบ Jet ไร้เข็ม (Needle-free jet system) ที่ใบหน้าอีกข้างหนึ่ง
ผลการศึกษาพบว่า วิธีแบบไร้เข็มมีคะแนนความเจ็บปวดน้อยกว่า และพบความแตกต่างในตัวชี้วัดสภาพผิวบางประการรวมถึงความพึงพอใจของคนไข้
แต่เนื่องจากเป็นงานวิจัยขนาดเล็กมากที่มีผู้เข้าร่วมเพียง 10 คน และไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างการฉีดด้วยมือกับเครื่องฉีดมัลตินีดเดิลทั่วไปโดยตรง
จึงไม่สามารถนำมาเป็นข้อสรุปได้ว่า
“เครื่องฉีดดีกว่ามือแพทย์”
หรือในทางกลับกัน
“การฉีดด้วยมือดีกว่าเครื่องฉีด”
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ งานวิจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า วิธีการนำส่งตัวยาสามารถส่งผลต่อประสบการณ์และผลลัพธ์การรักษาได้ จึงทำให้เทคนิคการฉีดกลายมาเป็นหัวข้อสำคัญในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ค่ะ

สรุปแล้ว การฉีดด้วยมือให้ผลลัพธ์ต่างกันตามแพทย์ผู้ฉีดจริงหรือไม่?
มีโอกาสเป็นไปได้อย่างแน่นอนค่ะ
เพราะการฉีดด้วยมือเป็นวิธีที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด
ความลึก
ปริมาณยา
ระยะห่าง
ตำแหน่ง
องศาเข็ม
และความเร็ว
ด้วยตนเองทั้งหมด
แต่หมออยากจะชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจนในจุดนี้สักข้อหนึ่งค่ะ
จากหลักฐานงานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อพิสูจน์เชิงตัวเลขที่ชัดเจนว่า
“หากแพทย์ที่มีฝีมือดีเป็นผู้ฉีด จะทำให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์”
และไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการฉีดด้วยมือจะเหนือกว่าการใช้เครื่องฉีดเสมอไปในทุกกรณี
ดังนั้น ในมุมมองของหมอ จุดเด่นของการฉีดด้วยมือจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็น 'หัตถการที่เหนือกว่าเสมอไป' แต่อยู่ที่การเป็น 'หัตถการที่สามารถปรับแต่งได้อย่างละเอียดอ่อนและตรงจุดที่สุด' ต่างหากค่ะ
หมอให้ความสำคัญกับอะไรบ้างเวลาทำการฉีดด้วยมือ?
สิ่งที่หมอให้ความสำคัญที่สุด ไม่ใช่การอัดปริมาณยาเข้าไปเยอะๆ หรือการพยายามฉีดให้ถี่ที่สุด
แต่เริ่มต้นจากการประเมินโครงสร้างใบหน้าของคนไข้ก่อนว่า
ผิวบริเวณใดมีความบาง
บริเวณใดที่มีปัญหาเรื่องผิวสัมผัสไม่เรียบเนียน
ริ้วรอยเล็กๆ กระจุกตัวอยู่ที่จุดไหนบ้าง
เคยผ่านการทำหัตถการใดมาก่อนหรือไม่
และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
จากนั้น ในขั้นตอนการทำหัตถการจริง หมอจะค่อยๆ ปรับแต่งปริมาณยาต่อจุด ความลึก และระยะห่างให้สอดคล้องกับแต่ละตำแหน่งบนใบหน้า
นี่คือความหมายที่แท้จริงของการฉีดด้วยมือสำหรับหมอค่ะ
ไม่ใช่การก้มหน้าก้มตาทำซ้ำตามรูปแบบเดิมไปทั่วทั้งหน้า แต่เป็นการมองดูผิวจริงที่อยู่ตรงหน้า แล้วปรับจังหวะและน้ำหนักให้พอดีกับความต้องการของผิวในขณะนั้น
ดังนั้น หากคุณกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือ แทนที่จะพิจารณาเพียงแค่
“ราคาเท่าไหร่ต่อกี่ cc?”
“คุณหมอจะจิ้มให้กี่จุด?”
หมออยากแนะนำให้พิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วยค่ะ
ทำไมถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้
มีแนวทางการฉีดในแต่ละบริเวณอย่างไร
มีการปรับความลึกและปริมาณยาให้เข้ากับสภาพผิวหรือไม่
และมีวิธีจัดการความเจ็บปวดรวมถึงดูแลการตอบสนองของผิวหลังทำอย่างไร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญในหัตถการสกินบูสเตอร์ ไม่ใช่แค่ชื่อของตัวยาเพียงอย่างเดียว แต่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างตัวยา สภาพผิว และเทคนิคการฉีดของแพทย์ค่ะ

เอกสารอ้างอิง
Facial Skin Revitalization With CPM-HA20G (Hyaluronic Acid + Glycerol): A Comparative Case Series Using Three Delivery Techniques With Ultrasound Confirmation. Journal of Cosmetic Dermatology. 2026.
Hong JY, et al. Therapeutic Performance of Needle Injection Versus Needle-Free Jet Injector System for Polynucleotide Filler in Skin Rejuvenation. Journal of Cosmetic Dermatology. 2025.
Employing hyaluronic acid-based mesotherapy for facial rejuvenation. Journal of Cosmetic Dermatology. 2022.
A Split-Face Study of the Effects of a Stabilized Hyaluronic Acid-Based Gel of Nonanimal Origin for Facial Skin Rejuvenation Using a Stamp-Type Multineedle Injector: A Randomized Clinical Trial. Plastic and Reconstructive Surgery. 2016.
※ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางการแพทย์ทั่วไปเกี่ยวกับสกินบูสเตอร์และเทคนิคการฉีด มิได้มีเจตนาเพื่อโฆษณาอวดอ้างความเหนือกว่าของวิธีการฉีดหรือสถานพยาบาลใดสถานพยาบาลหนึ่ง ทั้งนี้ การเลือกผลิตภัณฑ์และเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและเป้าหมายการรักษาของแต่ละบุคคล
〈คำแนะนำการนัดหมาย Cordia Clinic〉
Cordia Clinic ให้บริการในรูปแบบการนัดหมายล่วงหน้า 100% เพื่อการให้คำปรึกษาที่ละเอียดและใส่ใจในทุกขั้นตอนการรักษาเฉพาะบุคคล กรุณานัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ามารับบริการทางโทรศัพท์, KakaoTalk หรือ Naver
〈การนัดหมายและสอบถามข้อมูล〉
โทรศัพท์: 02-568-8575
สามารถติดต่อสอบถามผ่านช่องทางที่ท่านสะดวก เช่น KakaoTalk หรือระบบนัดหมาย Naver
〈เวลาทำการ〉
จันทร์, อังคาร, พฤหัสบดี, ศุกร์: 11:00 น. – 20:00 น.
พักกลางวัน: 14:00 น. – 15:00 น.
วันเสาร์: 10:00 น. – 16:00 น.
(วันเสาร์เปิดให้บริการต่อเนื่องไม่มีเวลาพักกลางวัน)
〈การเดินทาง〉
ชั้น 6 อาคาร KR Tower เลขที่ 429 ถนน Seolleung-ro, Gangnam-gu, Seoul, Cordia Clinic
สถานี Seolleung ทางออก 3 (อาคารเดียวกับ Burger King)
คำถามที่พบบ่อย
การฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือให้ผลลัพธ์แตกต่างกันตามแพทย์ผู้ฉีดจริงหรือไม่?
ใช่ค่ะ มีโอกาสที่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างแน่นอน เนื่องจากการฉีดด้วยมือขึ้นอยู่กับการประเมินและการควบคุมของแพทย์โดยตรง ทั้งความลึกในการฉีด ปริมาณยาต่อจุด ระยะห่าง องศาของเข็ม และความเร็วในการเดินยา ส่งผลให้การกระจายตัวของยาใต้ผิวหนังแตกต่างกันแม้จะใช้ตัวยาเดียวกันก็ตาม
ยิ่งฉีดหลายจุด มีจำนวนครั้งที่จิ้มเข็มมาก ผลลัพธ์จะยิ่งดีขึ้นจริงไหม?
ไม่จริงเสมอไปค่ะ จำนวนครั้งในการจิ้มเข็มไม่ได้เป็นตัวการันตีผลลัพธ์ที่ดี หัวใจสำคัญอยู่ที่การกระจายตัวยาให้เหมาะสมกับสภาพผิวและวัตถุประสงค์ของการรักษา เช่น การฟื้นฟูผิวสัมผัสโดยรวมหรือการลดเลือนริ้วรอยเฉพาะจุด ในระดับความลึกและระยะห่างที่ถูกต้อง
จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคการฉีดสกินบูสเตอร์ตามแต่ละบริเวณของใบหน้าหรือไม่?
จำเป็นค่ะ เนื่องจากโครงสร้างทางกายวิภาคและความหนาของผิวในแต่ละบริเวณไม่เท่ากัน เช่น ผิวบริเวณใต้ตามีความบางมากเมื่อเทียบกับบริเวณแก้ม การฉีดด้วยระดับความลึกและปริมาณยาเท่ากันทุกจุดจึงไม่เหมาะสม แพทย์จึงต้องปรับแต่งเทคนิคให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละบริเวณ
การฉีดด้วยมือดีกว่าการใช้เครื่องฉีดหรืออินเจคเตอร์เสมอไปหรือไม่?
ไม่เสมอไปค่ะ ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าการฉีดด้วยมือให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าเครื่องฉีดอย่างชัดเจน งานวิจัยพบว่าทั้งสองวิธีสามารถฟื้นฟูสภาพผิวได้ใกล้เคียงกัน จุดเด่นของการฉีดด้วยมือจึงไม่ใช่ความเหนือกว่าอย่างไร้ข้อกังขา แต่คือความสามารถในการปรับแต่งอย่างละเอียดให้เข้ากับแต่ละจุดบนใบหน้า
ความเร็วในการดันยามีผลต่อระดับความเจ็บปวดหรือไม่?
มีผลโดยตรงค่ะ ความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากการแทงเข็มเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงดันและการขยายตัวของเนื้อเยื่อขณะที่ตัวยาถูกส่งเข้าไปด้วย การสังเกตการตอบสนองของคนไข้และควบคุมความเร็วในการเดินยาให้เหมาะสมจึงช่วยลดความรู้สึกเจ็บลงได้อย่างมาก